รายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2560

รายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2560

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”
ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2560 เวลา 20.15 น.
-------------------------

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน วันที่ 4 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ เป็นอีกวันสำคัญของปวงชนชาวไทย ในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ผู้เป็น “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์” ของพสกนิกรชาวไทย ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษาพระองค์ทรงมีผลงานดีเด่นระดับโลกในสาขาสารเคมีก่อมะเร็ง และพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม

โดยได้ทรงก่อตั้งสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เพื่อสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางวิชาการวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และการสาธารณสุข เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยทุกคน ในโอกาสสำคัญยิ่งนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ระลึกถึงพระกรุณาธิคุณ และร่วมถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน พระสุขภาพพลานามัยแข็งแรง เป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทยสืบไป

สำหรับวันที่ 1 กรกฎาคม ของทุกปี จะเป็น “วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ” ซึ่งในปีนี้ครบรอบ 106 ปี โดยคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ จะจัดกิจกรรมสำคัญเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย”

และแสดงความจงรักภักดี อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่คณะลูกเสือแห่งชาติอย่างหาที่สุดมิได้ ตลอดรัชสมัยของพระองค์ จนเป็นที่ประจักษ์

ซึ่งองค์การลูกเสือโลกได้ถวายพระเกียรติยศโดยทูลเกล้าถวายตำแหน่ง “หัวหน้าผู้ให้การฝึกอบรมผู้กำกับลูกเสือ ”พร้อมทั้งเครื่องหมาย “วูดแบดจ์” สี่ท่อนกิตติมศักดิ์ และทูลเกล้าถวายตำแหน่ง “องค์อุปถัมภ์กิตติมศักดิ์” ขององค์การลูกเสือโลก พร้อมทั้งทูลเกล้าถวาย “เหรียญสดุดีลูกเสือโลก” (Bronze Wolf) นับเป็นเกียรติประวัติของคณะลูกเสือแห่งชาติสืบไป

ในการนี้ ผมใคร่ขออัญเชิญพระบรมราโชวาทเมื่อครั้งที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินตรวจพลสวนสนามในพิธีทบทวนคำมั่นสัญญา การชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ พระลานพระราชวังดุสิต ความตอนหนึ่งว่า“...ข้าพเจ้าขอถือโอกาสเตือนลูกเสือทั้งหลายว่า จงยึดมั่นในคำขวัญของลูกเสือที่ว่า ‘เสียชีพอย่าเสียสัตย์’

หมายความว่าเมื่อได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะทำอย่างไรแล้วต้องทำเหมือนปากพูดทุกอย่าง ในเรื่องนี้ข้าพเจ้าใคร่ขอย้ำว่าขอให้ลูกเสือทุกคนจงสำนึกมั่นอยู่ในเกียรติ หน้าที่ และจงเป็นพลเมืองดีของชาติ กล่าวคือ จะต้องเป็นผู้ประกอบด้วยศีลธรรม จรรยา มารยาทอันดีงาม เป็นผู้มีสุขภาพและอนามัยสมบูรณ์ มีความรู้ ความสามารถในการงาน

และรู้จักเสียสละที่จะบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ตลอดจนประเทศชาติของตน จงจำไว้ว่าอนาคตของชาติจะเจริญรุ่งเรืองหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับเยาวชนเช่นท่านทั้งหลายนี้ ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า...” ทั้งนี้ เพื่อให้คณะลูกเสือไทย และปวงชนชาวไทย ได้รับใส่เกล้าใส่กระหม่อม ในการสืบสานพระราชปณิธานสืบต่อไป ด้วยนะครับ

สำหรับงานวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2560 นี้ นับว่าเป็นโอกาสมหามงคล ในการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในฐานะที่ทรงเป็น “ประมุขของคณะลูกเสือแห่งชาติ” เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติ สืบราชสันตติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ด้วยนะครับ

ในโอกาสนี้ ผมขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทย ทุกหมู่เหล่า ร่วมใจกันแสดงความกตัญญูกตเวที น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความจงรักภักดี แด่พระบรมวงศานุวงศ์ ทุกพระองค์ ขอให้ทุกพระองค์ “ทรงพระเจริญ”

พี่น้องประชาชนที่เคารพ ครับ, ไม่ว่ากิจกรรม “ลูกเสือ – เนตรนารี” สำหรับเยาวชน หรือ “ลูกเสือชาวบ้าน” สำหรับประชาชนทั่วไปในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ล้วนมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ให้ถึงพร้อมทั้งด้านคุณธรรมและอุดมการณ์รักชาติ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของ “พลเมืองดี” ของชาติ

โดยจะต้องเป็นผู้ที่รู้หน้าที่ มีวินัย และเสียสละเพื่อส่วนรวม ทั้งนี้ กิจกรรมในวงการลูกเสือไทย เป็นประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มเติมจากการสอนในตำรา ณ ห้องเรียนปกติ และที่ขาดไม่ได้ ก็คือ “ความรู้รอบตัว กับ การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ซึ่งมีส่วนสำคัญ ในการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม หรือปัจจัยภายนอก อีกทั้งเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างมีภูมิคุ้มกันที่ดีนะครับ

สิ่งที่ผมอยากให้ “คนไทย” ได้รับรู้และตรึกตรอง ไม่ว่าจะเป็นคนไทย 1.0, 2.0, 3.0 หรือ 4.0 ก็ตาม เราต่างก็ต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ แต่จะพัฒนาตนเองไปในทิศทางใด และอย่างไรนั้น เราอาจไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด เพราะต้องขึ้นอยู่ปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ หลายอย่าง

ซึ่งเราจะต้องเป็น “ผู้เลือก” ที่จะทำ ที่จะเป็นให้ได้เพื่อประโยชน์และความสุขของแต่ละคนนั่นเอง สำหรับในภาพรวมของประเทศแล้ว วันนี้ประเทศไทยมาถึง “จุดเปลี่ยน” ในหลายมิติ โดยเฉพาะ “ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ” ที่มุ่งไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน

ภายใต้บริบทของโลกที่เป็นพลวัต อาทิ การเปลี่ยน แปลงผู้นำและนโยบายของประเทศมหาอำนาจดุลอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลก, เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ส่งผลกระทบในทุกมิติโดยรวม และวิถีชีวิตของทุกคน รวมทั้งแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนเหล่านี้เป็นต้น ทั้งนี้ หากเราไม่ปรับตัว ย่อมจะส่งผลกระทบในวงกว้าง เช่น...

1. การแก้ไขปัญหาการบินพลเรือนตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งหากละเลย ไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาเหมือนในอดีต ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพ ลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ รวมทั้งสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งภาคอุตสาหกรรมการบินและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ที่มีมูลค่ามหาศาล

ภายหลังการเอาจริงเอาจังในแก้ปัญหาของรัฐบาลและ คสช.ปัจจุบันมี 6 สายการบินที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน และได้ใบรับรองแล้ว ครอบคลุมเส้นทางการบินระหว่างประเทศรวมกัน ราวร้อยละ 80 จากเส้นทางการบินระหว่างประเทศของสายการบินสัญชาติไทยทั้งหมด ภายในเดือนกันยายนปีนี้ คาดว่าจะได้ใบรับรองเพิ่มเป็น 12 สายการบิน

ส่วนที่เหลือ ก็จะตรวจสอบมาตรฐานให้แล้วเสร็จภายในมกราคมปีหน้า ซึ่งตรงนี้ จะเป็นข้อพิจารณาสำคัญในการที่จะขอ “ปลดล็อกธงแดง” จาก ICAO แต่ที่สำคัญกว่านั้น ก็คือ รัฐบาลนี้คำนึงว่าทุกชีวิตมีค่า ความปลอดภัยของผู้ใช้บริการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุด ในขณะที่เราก็ไม่อาจจะปฏิเสธการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลนั้นมีความจำเป็นเช่นกัน

2. การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งรัฐบาลนี้ยกระดับให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เนื่องจากเกี่ยวพันกับหลายภาคส่วน และส่งผลกระทบรุนแรง ทั้งด้านความมั่นคง, เศรษฐกิจ และสังคม ประกอบ ไปด้วยปัญหาเชื่อมโยงมากมาย ทั้งแรงงานทาส, แรงงานต่างด้าว, ขอทาน, โสเภณีและการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นต้น

ความเสียทางเศรษฐกิจ เฉพาะในส่วนของการประมงที่ผิดกฎหมาย (IUU) ที่เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์และแรงงานทาส หากเราไม่ดำเนินการแก้ไข อาจถูกกีดกันสินค้าประมง มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี เมื่อรัฐบาลและ คสช.เข้ามา ได้จัดการกับปัญหาอย่างครบวงจร ส่งผลให้รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ของประเทศไทย มีผลการจัดอันดับ “ดีขึ้น” ในปีที่ผ่านมา

และคงอยู่ในระดับเดิมในปีนี้ ซึ่งมีผลการดำเนินการคืบหน้ามาโดยลำดับ สืบเนื่องมาจากความทุ่มเทและบูรณาการกัน ของหลายหน่วยงาน ทั้งในด้านการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ, การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด, การป้องกันผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อ คุ้มครองเหยื่อและพยาน และการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งในและระหว่างประเทศ

ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาอยู่มากมาย เราก็จะพยายามดำเนินการต่อไปนะครับไม่ได้ท้อถอย ไม่ได้ท้อแท้ เพราะเราทำเพื่อประเทศไทยของเราสิ่งที่สำคัญกว่าการประเมินใดๆ นั้น ซึ่งเป็นมุมมองจากภายนอก ก็คือการปกป้องคุ้มครอง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ของทุกคน ทั้งคนไทยและทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยไทย ภายใต้หลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเป็นสำคัญ ผมขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการร่วมกันแก้ปัญหาเรื้อรังของประเทศนี้ ให้ได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือ จากข้าราชการพลเรือน – ตำรวจ – ทหาร – อัยการ – ศาล เราต้องช่วยกันขจัดวงจรค้ามนุษย์ออกจากบ้านเมืองของเราให้ได้นะครับ รัฐบาลจะเข้มงวด ลงโทษ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ติดตามคดีทุกคดี โดยผู้ที่ไม่สามารถทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพนั้น หากมีการเรียกรับผลประโยชน์ด้วย จะต้องมีการปรับย้าย สอบสวนในทันที เมื่อพบว่ามีการกระทำผิดจริง ก็ต้องมีโทษทั้งทางอาญา และทางวินัย ไล่ออก ปลดออก ด้วยนะครับ ก็ขอเตือนไว้ก่อนนะครับ จากนี้เราต้องจริงจังในเรื่องที่ยังเป็นข้อสังเกต กลับมาในครั้งนี้ทุกเรื่องนะครับ

ในการนี้ ขอชื่นชมคุณวีรวรรณ มอสบี้ หรือ “น้องบุ๋ม” นักกิจกรรมหญิงไทย ผู้ก่อตั้งโครงการฮัก (HUG Project) เพื่อช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์ โดยได้รับการยกย่องให้เป็นนักต่อสู้ด้านการค้ามนุษย์ หรือ “TIP Hero”จากผู้ได้รับรางวัลทั้งหมด 8 ประเทศ ซึ่งน้องบุ๋มได้ยกย่องพระเกียรติคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย และทรงเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ด้วยความเสียสละอีกด้วย ก็ขอให้ร่วมมือกับทางราชการต่อไปด้วยนะครับ

ที่กล่าวมานั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ของการเปลี่ยนแปลง ภายใต้กติกาสากล ที่เราไม่อยากเพิกเฉยไปได้ โจทย์ใหญ่ของประเทศวันนี้ ไม่ใช่เพียงการรักษาความสงบเรียบร้อยและการสร้างความปรองดองของคนในชาติเท่านั้น แต่เราจะต้อง “มองไปข้างหน้า” ว่า เราจะเติบโตต่อไปในอนาคตอย่างไร ท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคปัจจุบัน ทั้งนี้ผมเห็นว่าเราจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง “ระดับยุทธศาสตร์” อย่างน้อย 4 ประการ ก็คือ...

1. เปลี่ยนการพัฒนาที่เน้นแข่งขันตักตวง มาเป็นการเผื่อแผ่แบ่งปัน เติบโตไปด้วยกัน โดยใช้จุดแข็งของไทยเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ในการเชื่อมโยง “ห่วงโซ่อุปทาน” จากภายในประเทศ แล้วขยายไปสู่นอกประเทศ ซึ่งต้องอาศัยโครง สร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งทุกระบบ เป็นเสมือน “เส้นเลือด” เชื่อมการค้า การลงทุน จาก 10 เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

ไปสู่กลุ่มประเทศ CLMVT– อาเซียน – อนุภูมิภาค – และโลก ผ่านโครงการร่วมมือระหว่างประเทศ อาทิ One Belt One Road และเขตการค้าเสรีใหม่ๆ เป็นต้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยยกระดับบทบาทของไทย ให้เป็น “ศูนย์กลาง” ด้านต่างๆ ตาม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้ไม่ยาก ทั้งนี้ จะต้อง “เข้มแข็งไปด้วยกัน” และ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ก็จะเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันด้วยนะครับ

2. เปลี่ยนการมองระยะสั้น เป็นการมองระยะยั่งยืน อย่างมียุทธศาสตร์ โดยเน้นการลงทุนเพื่ออนาคต “ยอมเป็นหนี้ในวันนี้ เพื่อกำไรในวันหน้า” เพราะเป็นหนี้ที่จะก่อให้เกิดมูลค่าในอนาคต ไม่เกินกรอบของเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ หลังจากที่ประเทศไทย แทบไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่มานานกว่า 20 ปี ที่เรียกว่า “กินบุญเก่า” นะครับ จนเกือบจะรั้งท้ายในเอเชีย และไม่มีอะไรจะดึงดูดความสนใจจากต่างประเทศ

แต่ 2 ปีที่ผ่านมานี้นั้น เราพยายามผลัก ดันให้เกิดการลงทุน วงเงินกว่า 2.4 ล้านล้านบาท ในแทบทุกโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง ทั้งถนน ทางด่วน มอเตอร์เวย์ รถไฟ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ สนามบิน และสถานีขนส่งสินค้า โดยเฉพาะ “รถไฟฟ้า” เริ่มแล้ว 5 เส้นทาง และจะประมูลอีก 3 เส้นทางในปีนี้ “รถไฟทางคู่” ไม่มีการสร้างเพิ่มมาหลายสิบปี

โดยปีนี้จะสร้างใหม่และต่อขยายอีก เกือบ 3 พันกิโลเมตร อีกทั้งมีรถไฟไทย จีน และ “รถไฟความเร็วสูง” 2 เส้นทาง กรุงเทพ-ระยอง และ กรุงเทพ-หัวหินเป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและโทรคมนาคม อีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท

เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านการศึกษา, ลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข, เชื่อมโยงการค้า e-Commerce จากท้องถิ่นสู่ตลาดโลก เป็นต้น ทั้งนี้ทุกอย่างต้องอาศัยเวลา แม้ไม่เห็นผลในวันนี้ แต่ก็ต้องทำ และยินดีที่รัฐบาลในอนาคตจะสานต่อ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนด้วยนะครับ

3. เปลี่ยนการผลิตที่เน้นปริมาณ มาสร้างมูลค่าเพิ่ม และเปลี่ยนจากการพึ่งพามาเน้นการพึ่งตนเอง โดยให้ความสำคัญกับ 4 เรื่อง คือ วิทยาการ, วิจัยและพัฒนา, นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ด้วยการเสริมสร้างศักยภาพบุคคลากรภายในประเทศ และดึงดูด “มันสมอง” จากนอกประเทศ ในส่วนที่เราขาด เข้ามาเติมเต็ม หรือเริ่มต้นให้ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ นำไปสู่การผลิต และการสร้างแบรนด์ไทย ด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน หรือสินค้า GI ที่บ่งบอกที่มาทางภูมิศาสตร์

ทั้งนี้ การเติบโตที่สมดุลในอนาคต ต้องลดการพึ่งพาการส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยวจากต่างประเทศ และบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศ แล้วหันมายึดแนวทาง “ศาสตร์พระราชา” ที่เน้นการระเบิดจากข้างใน สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ทั้งชุมชน OTOP SME Start up ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

วันนี้ ก็ยังมีความจำเป็นอยู่ทั้งหมดนะครับ วันนี้ผมขอยกตัวอย่างการนำงานวิจัยมาผลิตใช้จริง จากกรณีการนำอุปกรณ์ช่วยฝึกการออกกำลังกายของผู้ประสบภาวะเส้นโลหิตสมองตีบมาใช้ในการทำกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นผลการ วิจัยพัฒนาของ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ โดย ผศ.ดร.บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ จากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ ดร.พัชรี คุณค้ำชู จากภาควิชากายภาพบำบัด คณะสหเวชศาสตร์ร่วมกับทีมนักศึกษามหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์

โดยเครื่องนี้ มีราคาจากต่างประเทศถึง 18 ล้านบาท แต่เราสามารถผลิตได้เองด้วยราคาเพียง 4 แสนกว่าบาทเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันได้แจกจ่ายไปทดลองใช้งาน ใช้งบ ประมาณของกระทรวงพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ ไปใช้ในโรงพยาบาลต่าง ๆ 10 เครื่องแล้วนะครับ

ในด้านการผลิตเราต้องเร่งสร้างเครือข่ายการเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ “ต้นทาง” แหล่งผลิตภาคเกษตร อุตสาหกรรม, “กลางทาง” การแปรรูป การสร้างมูลค่าเพิ่ม และ “ปลายทาง” ตลาดชุมชน ตลาดออนไลน์ ซึ่งย่อมต้องอาศัย “พลังประชารัฐ” เป็นแรงขับเคลื่อน ตั้งแต่ระดับชุมชน อำเภอ จังหวัด กลุ่มจังหวัด ภาค ที่ต้องมี “ยุทธศาสตร์” เป็นของตนเองด้วย

และ 4. เปลี่ยนจากธุระไม่ใช่ ให้เป็นวาระเพื่อชาติ และเปลี่ยนจากคอร์รัปชั่นเป็นโปร่งใสตรวจสอบได้ ที่ไม่เพียงเน้นการปฏิรูประบบบริการของหน่วยงานราชการ ให้สามารถรองรับนโยบายอำนวยความสะดวก, ลดขั้นตอน, ขจัดอุปสรรค หรือ Ease of doing business เท่านั้น

ใน 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลนี้เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเปิดช่องให้มีการร้องเรียน แจ้งเบาะแสผ่าน OSS และสายด่วนต่างๆ มีการออกกฎหมายใหม่ๆ เพื่อป้องกันการทุจริต เช่น พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ และ การกำหนดราคากลาง รวมทั้ง เพื่อรักษาวินัยการเงิน การคลัง เช่น พ.ร.บ.งบประมาณและวินัยการคลัง

ริเริ่มการใช้ “สัญญาคุณธรรม” (IP) และ โครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (COST) เพื่อลดความเสียหายจากการคอร์รัปชั่นและ เน้นการมีส่วนร่วม เป็นต้น ทั้งนี้การพัฒนาใดๆ ก็ตาม หากบกพร่องในการป้องกันการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ก็จะไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งได้อย่างถาวร เพราะโครงสร้างมี “สนิมที่เนื้อใน” แล้วตั้งแต่ต้น

เราจะติดตาม จับกุม ดำเนินคดีให้ได้ อย่างต่อเนื่อง วันนี้ ก็มีปรากฏในหลายวงการ อาจจะยังคงมีอยู่นะครับ ขอเตือนไว้ก่อน ภาคธุรกิจเอกชนเอง ก็ต้องไม่ไปเสนอผลประโยชน์ หากใครมีข้อมูล ให้ร้องเรียน แจ้งเบาะแส มาที่ผมนายกรัฐมนตรีได้โดยตรง ในทันที ทุกอย่างจะจะเก็บเป็น “ความลับ” นะครับ แต่จะไปดำเนินการต่อสู้เรื่องทุจริต ไม่ใช่ทราบแล้วก็เก็บเรื่องไว้ มาถึงวันนี้ ทุกคนคงต้องรับรู้ และเข้าใจว่า “เราไม่สามารถอยู่คนเดียวในโลกได้” เพราะโลกกำลังจับตามองเราอยู่

ดังนั้น เราจะต้องปรับตัว และตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง “ครั้งใหญ่” ของประเทศเพื่อไม่ให้เกิดอาการ เหมือน “ปลาช็อคน้ำ” อีกนะครับ ซึ่งในครั้งนี้ จะเป็นก้าวย่างเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญตามนโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ที่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปในอีกหลายๆ ด้านด้วย นะครับ

พี่น้องประชาชนที่รัก ครับ, ตัวอย่าง “การเปลี่ยนแปลง” เพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิต และการทำธุรกิจของพี่น้องประชาชน ซึ่งรัฐบาลนี้ได้ส่งเสริมให้หันมาใช้การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Payment แทนการใช้เงินสด โดยได้เปิดตัวบริการ “พร้อมเพย์” ไปแล้ว ซึ่งเป็นบริการโอนเงิน ผ่านทั้งเครื่อง ATM, ผ่าน application บนมือถือ หรือช่องทาง Internet Banking ก็ได้

ซึ่งผลตอบรับเป็นไปด้วยดี และ มีการใช้งานเพิ่มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่องเพราะมีค่าใช้จ่ายต่ำ หรือไม่มีค่าใช้จ่ายเลยในการโอนเงิน ปัจจุบันมีการนำหมายเลขโทรศัพท์ หรือ บัตรประชาชน มาลง ทะเบียนแล้วกว่า 29 ล้านหมายเลข มีการโอนเงินแล้ว 11.5 ล้านครั้ง รวมเป็นเงิน 6.9 หมื่นล้านบาท

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง เป็นการโอนเงินสวัสดิการจากรัฐบาลไปยังประชาชนผู้มีสิทธิ์ เป็นจำนวนถึง 1.9 หมื่นล้านบาท และ จะยังดำเนินการโอนสวัสดิการอื่นๆต่อเนื่องไปอีก ในระยะข้างหน้านะครับ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้ใช้ “บัตรเดบิต” แทนเงินสดมากขึ้น ซึ่งบัตรเดบิตนี้ ก็คือ บัตร ATM ที่มีสัญลักษณ์ ของผู้ให้บริการเครือข่ายบัตร หลายท่านมีอยู่ในมือแล้วนะครับ

แต่คิดว่าใช้กดเงินจากเครื่อง ATM ได้อย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วสามารถใช้ซื้อสินค้าได้ด้วยไม่ต้องเสียเวลาไปกดเงินสดออกมาก่อนด้วย นะครับ ที่ผ่านมา ก็ได้มีการวางเครื่องรับบัตร ให้กระจายไปในทุกพื้นที่ ทั่วประเทศ ซึ่งร้านค้าที่ติดตั้งเครื่องรับบัตรนี้ จะได้ประโยชน์จากช่องทางการรับเงินที่เพิ่มขึ้น และ จะช่วยลดภาระการบริหารจัดการเงินสดที่มีต้นทุนสูง ที่ผมได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ด้วย

และ เพื่อสนับสนุนการใช้บัตรเดบิต ให้แพร่หลาย ก็ได้มีการมอบรางวัล ให้ประชาชนที่ใช้บัตรเดบิต และ ร้านค้าที่ติดตั้งเครื่องรับบัตรของโครงการ National e-Paymentโดยรางวัลสูงสุด เป็นเงิน 1 ล้านบาท และ มีรางวัลอื่น ๆ ลดหลั่นกันลงมาอีก กว่า 1,000 รางวัล

ซึ่งเมื่อวานนี้ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2560 ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ คลัง ก็ได้แจกรางวัลครั้งแรกไปแล้วนะครับ รางวัลที่ 1 ด้านประชาชนผู้ใช้บัตร คือ คุณอรนุช มานมูเลาะ ซึ่งเป็นผู้ที่ใช้บัตรเดบิตเป็นประจำ ส่วนด้านร้านค้า คือ บริษัทเต็มใจ เซอร์วิส ซึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมัน นะครับ

ผมจึงขอเชิญชวนทุกท่าน ให้หันมาใช้บัตรเดบิตกันมากขึ้น ร้านค้าก็สามารถติดต่อขอติดตั้งเครื่องรับบัตร จากธนาคารได้ นอกจากจะจ่ายเงิน รับเงิน สะดวกปลอดภัยขึ้นแล้ว ยังมีโอกาสได้รับรางวัลด้วย เรายังคงมีการให้รางวัล อีก 11 ครั้ง ถึง เดือนเมษายน 2561

ซึ่งการจับรางวัลจะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สุ่มขึ้นมาจากเลขรหัสรายการที่ท่านใช้บัตรเดบิตซื้อสินค้า ซึ่งจะมีการป้องกัน และมีคณะกรรมการ ตรวจสอบ จึงมั่นใจได้ถึงความปลอดภัย และโปร่งใส ซึ่งรัฐบาลหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนจะเห็นประโยชน์ และจะเป็น อีกก้าวหนึ่ง ในการเดินหน้าไปสู่การเป็น Thailand 4.0 ไปด้วยกันนะครับ

เราจะต้องระมัดระวังการใช้จ่ายบัตรเครดิตอย่างไม่จำเป็น ไม่จำกัด ไม่ประมาณตน ตามขีดความสามารถในการชำระหนี้ด้วยนะครับ ยังคงมีวาทะกรรม ที่ว่าไม่ดูแล “ผู้มีรายได้น้อย” ก็มีการจัดตั้งกองทุนให้กู้ไป ให้เครดิตไป ก็ยังใช้เกินตัวอยู่ ยังคงประพฤติเหมือนเดิม หนี้สินก็มากขึ้นกว่าเดิมแล้วก็กลับมาโทษรัฐบาลอีก ถ้าคิดแบบนี้ทำแบบนี้ เราจะแก้ไขกันได้อย่างไร

สุดท้ายนี้, เนื่องในวันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันสุนทรภู่” ผู้ซึ่งได้รับยกย่องเป็น “กวีเอก” แห่งรัตนโกสินทร์” และบุคคลสำคัญของโลกจากองค์การ UNESCO ผมขอสืบสานงานกวี และขอร่วมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันงดงามของไทย ซึ่งโบราณกาล บรรพบุรุษของเรา นิยมอบรมสั่งสอนลูกหลานให้เป็นคนดี มีศีลธรรม และจริยวัตรอันงดงาม ผ่านบทกลอนมากมาย วันนี้ ผมของฝากบทกลอน “ประเทศไทย 4.0” ไว้แล้วนะครับ

คำว่า “ไทย” คือไทย ด้วยใจรัก
ร่วมใจภักดิ์ ต่อชาติ ศาสนา

สถาบัน คงอยู่ คู่นานมา
เป็นม่านฟ้า ปกป้อง ล้วนผองไทย

มาวันนี้ สืบสาน ทำงานต่อ
แผ่นดินพ่อ แผ่นดินแม่ ช่วยแก้ไข

ให้ยั่งยืน ตื่นเถิด สังคมไทย
ก้าวต่อไป อนาคต ให้มั่นคง

เราลูกหลาน ช่วยสาน สืบงานต่อ
อย่ารั้งรอ ขัดแย้ง แกล้งเล่าขาน

ทำวันนี้ ดีกว่า ปล่อยช้านาน
ทำเพื่อบ้าน เมืองเรา ให้เท่าทัน

ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ
เปลี่ยนชีวิต รายได้น้อย ค่อยส่งเสริม
คนละน้อย ร้อยท่อ ช่วยต่อเติม
เร่งส่งเสริม รายได้ ให้มั่นคง

พัฒนาคน การศึกษา ให้ไทยรุ่ง
ล้วนต้องมุ่ง ตามประสงค์ จำนงหมาย
สร้างสังคม ปลอดภัย ไม่วุ่นวาย
ช่วยผ่อนคลาย มีสุข ทุกครอบครัว

สิ่งสำคัญ วันนี้ คือกฎหมาย
ไม่ท้าทาย ยึดถือ เป็นพื้นฐาน
ช่วยกันทำ ช่วยกันเริ่ม เสริมยาวนาน
เป็นการงาน ผองไทย ร้อยใจกัน

“ประชารัฐ” ช่วยเสริม ใช้เติมแต่ง
ทุกหนแห่ง กิจกรรม ทำสร้างสรรค์
ไทยเจริญ ด้วยไทย ไปพร้อมกัน
ทำความฝัน ต้องการ ให้เป็นจริง

ต้องลดแรง เร่งขจัด ความขัดแย้ง
ลดระแวง เชื่อมั่น เพื่อวันหน้า
สืบสานต่อ โบราณ นานเนามา
ให้ก้าวหน้า ด้วยไทย ใจมั่นคง

สู่ “เศรษฐกิจ 4.0” จากมูลฐาน
ทุกกิจการ พัฒนา อย่าใหลหลง
สู้อาชีพ สู้งาน บ้านมั่นคง
มุ่งจำนง ปวงชน ทุกคนเอย

แล้วก็มีการแต่งเพิ่มเติมมาจาก คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นะครับ ผมเคยได้มอบบทกลอนไปแล้วนะครับ เมื่อวันก่อนนี้ แล้วก็มีท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กวีแห่งชาติได้กรุณาแต่งเพิ่มเติมมานะครับ เดี๋ยวก็กรุณาอ่านเอานะครับ ตามจอภาพนะครับ และผมก็ได้แต่งเพิ่มเติมตอบคุณเนาวรัตน์ไปด้วย

ผมขอขอบคุณ คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ที่ร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นกลอนที่กระชับได้ใจความคือ

1.จะต้องพัฒนาศึกษาชาติ
2.โครงสร้างอำนาจไม่บาทใหญ่
3.ศิลปวัฒนธรรมความเป็นไทย
4.ธรรมาธิปไตยให้เป็นจริง และโดยคุณยงยุทธ พลอยทับทิม จาก จังหวัดเชียงใหม่ ที่ร่วมแต่งเพิ่มเติมว่า
5.ปราบปรามทุจริตคอรัปชั่น
6.ปรองดองนั้นสำคัญไฉน
7.เสมอภาคยุติธรรมสำคัญจริง
8.ทำทุกสิ่งตามศาสตร์พระราชา ผมเองก็ขอตอบคุณเนาวรัตน์ไปดังนี้

ทำการเมืองไทยไปสู่อนาคต
เลิกละลดทุจริตคิดโปร่งใส
เร่งสร้างเสริมคุณธรรมประจำใจ
ก้าวต่อไปวันหน้าธรรมาภิบาล
จิตสำนึกแบ่งปันอันแน่วแน่
จะช่วยแก้ใช้อำนาจให้เหมาะสม
คิดและทำตามยุทธศาสตร์ชาตินิยม
ร่วมชื่นชมศิลปวัฒนธรรม

การศึกษา สร้างคน สร้างอนาคต
ให้หมดจด รักษ์ศีลธรรม ทำได้ไหม
ไม่ช่วยกัน คนไทย จะให้ใคร
หากเขาเย้ย ไยไพ ก็ไทยเอง

สำหรับคุณสรายุทธ ยิ้มยวน จาก จังหวัดเพชรบุรี ก็แต่งได้ดีกว่าผม ทุกคนทุกท่าน ที่น่าประทับใจ ก็คือน่าจะมีความเข้าใจ หลักคิด และนโยบายรัฐบาล เป็นอย่างดี ดังนี้...

ไทยแลนด์ 4.0 เพิ่มพูนสุข
ช่วยกันปลุก พี่น้องไทย ให้มองเห็น
4.0 ไม่ใช่คำ ที่พูดเล่น
ทำให้เป็น เห็นดีด้วย ช่วยกันทำ..
ปลูกพืชผัก ผลไม้ ขายผลผลิต
ต้องเลิกคิด ขายผลิตผล แค่ต้นน้ำ
แปรรูปได้ สร้างค่าเพิ่ม นวัตกรรม
เพื่อสร้างทำ เพิ่มมูลค่า กว่ามากมาย..
ถ้าพืชผล ต้องคิดปลูก ที่ขายได้
ต้องไม่ใช่ ปลูกไปก่อน แล้วค่อยขาย
ที่ผ่านมา เสียมูลค่า น่าเสียดาย
ทิ้งมากมาย ขาดวางแผน แสนทุกข์ใจ..

ปลูกอะไร ต้องถามหา ว่าใครซื้อ
ผ่านกี่มือ ถึงคนซื้อ จากคนขาย
ขายต่างชาติ หรือว่าขาย ในเมืองไทย
มูลค่าเพิ่ม ก้อนใหญ่ๆ ต้องแบ่งปัน..
ใช้ไอที สร้างตลาด สร้างยอดขาย
จัดจำหน่าย ผ่านช่องทาง อย่างสร้างสรรค์
เชื่อมคนซื้อ ถึงคนขาย เข้าหากัน
แล้วแบ่งปัน ผลกำไร ให้เป็นธรรม..
ทุก Actor ในห่วงโซ่ สอดประสาน
เชื่อมโยงกัน ต้องร่วมด้วย ช่วยอุปถัมภ์
ตั้งแต่ต้น ไล่เรียงมา ถึงปลายน้ำ
ช่วยกันทำ แบบโปร่งใส ให้ช่วยกัน

เปรียบชาวนา อย่าคิดขาย แค่ข้าวเปลือก
มีทางเลือก ขายพันธุ์ข้าว ข้าวข้าวสาร
ช่วยแปรรูป ทำเป็นแป้ง จำหน่ายกัน
มีมาตรฐาน การรับรอง ต้องการันตี
เพิ่มช่องทาง การค้าขาย ให้กว้างขวาง
ตามแนวทาง รัฐวางไว้ ให้เต็มที่
ลดต้นทุน สร้างนวัตกรรม เทคโนโลยี
ใช้ไอที เพิ่มช่องทาง อย่างเข้าใจ
ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ต้องเปลี่ยนปรับ
ต้องขยับ ต้องช่วยชาติ กันให้ได้
รัฐบาล ทุ่มเทแรง อย่างตั้งใจ
เศรษฐกิจไทย ให้พลิกฟื้น กลับคืนมา

ขอขอบคุณนะครับ ที่กรุณาแต่งมาเพื่อให้พวกเราได้อ่านทั้งเป็นสาระและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เมื่อวานนี้ ผมไปเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง หรือเทียบเท่า ประจำเดือน ได้เขียนกลอนให้ข้าราชการยึดถือปฏิบัติ ร่วมกับพี่น้องประชาชนด้วย ดังนี้...

คำว่า “ปวงชนชาวไทย” นั้นใหญ่ยิ่ง
สร้างทุกสิ่ง ย่อมได้ ดั่งใจหวัง
หากช่วยกัน ส่งเสริม เพิ่มพลัง
ไม่อาจยั้ง พัฒนา ให้ยั่งยืน
ที่ผ่านมา หลายอย่าง เป็นปัญหา
ช่วยกันพา ช่วยกันนำ ช่วยฝ่าฝืน
ฝ่ากระแส น้ำเชี่ยวกราก ที่กล้ำกลืน
ปลุกกันตื่น หลับใหล ให้ก้าวเดิน

อย่าหวั่นไหว ท้อถอย อุปสรรค
อย่าเว้นวรรค ว่างงาน หรือห่างเหิน
ข้าราชการ ทุกฝ่าย อย่าเพลิดเพลิน
ทำก้ำเกิน ประชาชน ไม่สุขใจ
ทำกฎหมาย ทุกอย่าง ให้รอบคอบ
มีคำตอบ ประชาชน ให้แจ่มใส
ทั้งยาก ดี มี จน จะใช่ใคร
คือ “คนไทย” ที่เรา ต้องดูแล

ขอบคุณครับ, ขอให้ “ทุกคน” มีความสุข ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สวัสดีครับ

ฟังรายการย้อนหลังผ่านยูทูป ช่องวีดีโอ chorsaard

 

 

Powered by MakeWebEasy.com