รายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม 2560

รายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม 2560

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”
ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
วันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม 2560 เวลา 20.15 น.
-------------------------



สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน

วันนี้มาพบกันในบรรยากาศสบายๆ อีกครั้งหนึ่งนะ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูรพระราชทานพระบรมราชวโรกาให้ นายกรัฐมนตรีนำรัฐมนตรีใหม่เข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต กรุงเทพฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีพระราชดำรัสให้คณะรัฐมนตรี มีกำลังใจ กำลังกายและกำลังสติปัญญา ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณไว้เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ เพื่อความสุขและความปลอดภัยของประชาชน ให้ดำรงไว้ซึ่งชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ตลอดจนวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี อันงดงามของชาติ ซึ่งเรามีประวัติศาสตร์มายาวนาน อันมี 3 สถาบันหลักของชาติ ปกป้องคุ้มครองประเทศตลอดมา

อีกทั้งพระราชทานแนวทางในการทำงานว่าย่อมประสบกับอุปสรรค ปัญหา ข้อขัดข้องต่างๆดังนั้น เราจำเป็นต้องใช้ปัญญา มีกำลังใจมีความมุ่งมั่นที่ดี และรู้จักแก้ไขสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ก็จะนำพาความสุขโดยรวม มาสู่ประเทศชาติและประชาชนอันเป็นหลักชัยในการทำงานสิ่งสำคัญ ขอให้คำนึงถึงศาสตร์พระราชาแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงรับสั่งไว้มากมาย และทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่าง หากได้ศึกษาพระราชกรณียกิจให้ถ่องแท้ ก็จะเป็นแนวทางที่ดีที่จะสืบสานต่อยอดพระราชปณิธานของพระองค์ สืบไป ทั้งนี้ ผมขอน้อมนำพระราชดำรัสเบื้องต้น มากล่าวย้ำอีกครั้ง ณ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนคืนนี้นะ เพื่อเป็นสิริมงคลในการดำรงชีวิตและการทำงานของพวกเราทุกคน จะได้ร่วมมือกันนำพาชาติบ้านเมืองของเราไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนซึ่งต้องอาศัยพลังประชารัฐ จากทุกภาคส่วน จึงจะประสบความสำเร็จได้ พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพครับถ้าหากยังจำกันได้ ผมเคยฝากสมการแห่งความสำเร็จในยุคไทยแลนด์ 4.0 ไว้ว่าความสำเร็จ ประกอบไปด้วย ความเพียร และความร่วมมือโดยสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาระดับโลก เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ และเป็น สนิมเนื้อใน ที่ก็ต้องการความร่วมไม้ร่วมมือ ช่วยกันสอดส่องดูแลสังคมและบ้านเมืองของเรา ให้ปราศจาก เชื้อโรคทุจริตคอร์รัปชันให้ได้ ทั้งนี้ วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีถือเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล ซึ่งรัฐบาลและ คสช. ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทุจริต ให้เป็นวาระเร่งด่วนและวาระแห่งชาติ โดยได้มีการดำเนินการที่สำคัญๆ อาทิ 1. ตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) รวมทั้งมีศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อสนับสนุนภารกิจการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากขึ้น 2. ตั้งคณะกรรมการพิจารณางบประมาณบูรณาการด้านการป้องกันปราบปรามการทุจริต ทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องขับเคลื่อนงานและใช้งบประมาณด้านนี้อย่างไม่ซ้ำซ้อน 3. การสร้างกลไกศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต ระดับกระทรวงและระดับจังหวัดทุกจังหวัด จะต้องปฏิบัติงานร่วมกับ ป.ป.ช. ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 4. ให้หน่วยงานภาครัฐ “ทุกหน่วย” ต้องเข้าร่วมการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) เพื่อให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมการทำงานอย่างมีคุณธรรมและความโปร่งใส และ 5. จัดสรรอัตรากำลังให้ ป.ป.ช. เพิ่มเติม โดยบรรจุเป็นผู้ช่วยพนักงานไต่สวน 462 อัตรา เจ้าพนักงานตรวจสอบทรัพย์สิน 119 อัตราซึ่งส่งผลดีต่องานปราบปรามของ ป.ป.ช คือ สามารถจะทำคดีได้รวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างเห็นได้ชัด ตามตัวเลขทางสถิติ ดังนี้ 1.คดีที่ ป.ป.ช. ดำเนินการแล้วเสร็จ ในปีงบประมาณ 2559 จำนวนเกือบ 3,000 คดี โดยเพิ่มเป็น 4,300 กว่าคดีในปี2560 นี้ และ 2.ทรัพย์สินที่ ป.ป.ช. ชี้มูล - ร้องต่อศาลให้ริบทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ในปีงบประมาณ 2559 มูลค่ามากกว่า180 ล้านบาท โดยเพิ่มเป็น 853 ล้านบาท ในปีงบประมาณนี้ ที่กล่าวมาก็เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ยังมีการดำเนินการอื่นๆ และคดีความต่างๆ อีกมาก ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เกี่ยวกับดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นของไทย เดือนมิถุนายนปีนี้ สะท้อนให้เห็นผลจากความพยายามของรัฐบาล - คสช. - ป.ป.ช. และองค์กรอิสระต่างๆ ในการต่อสู้กับปัญหาการทุจริต ที่ให้ความสำคัญกับการปลูกจิตสำนึกไม่ยอมรับ – ไม่นิ่งเฉยต่อการฉ้อราษฎร์บังหลวง จนประชาชนมีความตื่นตัวในเรื่องนี้สูงขึ้น รวมทั้งอยากมีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริตสูงขึ้น อีกด้วย โดยพบว่าคนไทยร้อยละ 86 ต้องการและยินดีเข้ามามีส่วนในการป้องกันการทุจริต ซึ่งในปีนี้ การรณรงค์จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล ภายใต้แนวคิด Zero Tolerance คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องลุกขึ้นทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของตนเองและประเทศชาติ โดยไม่ทนต่อการทุจริต และมีจิตสำนึกที่ถูกต้อง เคารพในกฎหมายต้องเข้าใจด้วยเรื่องของกฎหมายนะครับ ยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และความพอเพียง อย่าใช้ความรู้สึกในการตัดสินคนพร้อมแสดงบทบาท พลเมืองดีในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุจริต เพื่อให้ประเทศไทยโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ต้องช่วยกันนะ พี่น้องประชาชนชาวไทย ที่รักในการพัฒนาชาติบ้านเมือง อย่างยั่งยืนนั้น เห็นว่าเราต้องปฏิรูปตนเอง ด้วยการพัฒนาจิตใจ 3 ระดับได้แก่ 1.จิตสำนึก เช่น การมีคุณธรรมจริยธรรม และการเคารพกฎหมาย ซึ่งเริ่มจากตัวเองก่อนนะครับ 2.จิตสาธารณะ เช่น การคิดคำนึงถึงส่วนรวม เห็นประโยชน์สุขส่วนรวมเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และ 3.จิตอาสาซึ่งเป็นการแสดงออก แสดงพลังในสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่นิ่งเฉยต่อสิ่งที่ผิด ไม่ถูกกฎหมายบ้านเมืองนั่นเอง สำหรับโครงการตัวอย่างในลักษณะจิตอาสาที่น่ายกย่องในปัจจุบันก็คือ "โครงการก้าวคนละก้าว เพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ" ของนายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม และทีมงานที่ตั้งใจทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน และสังคมในภาพรวม ถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ต้องช่วยกัน ใครก็ได้ที่จะช่วยรัฐบาล ช่วยชาติ ช่วยสังคม อย่ามัวแต่ตำหนิติติงกันเลย สิ่งสำคัญนอกจากจะเป็นการสานต่อพระราชดำริโครงการจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมให้ประชาชนร่วมกันทำแต่สิ่งดีๆ เพื่อบ้านเพื่อเมืองของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ก็ยังมีคุณประโยชน์แฝงอยู่ในโครงการของตูนอีกมากมายอย่างเช่น


1.ความต้องการเงินบริจาคจำนวนน้อยๆ จากคนจำนวนมากๆ มากกว่าเงินบริจาคจำนวนมากจากคนส่วนน้อย อันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจ โดยเขาจะเริ่มทำจากจุดเล็กๆ ที่ต้องการทำให้ดีที่สุด ส่วนผลที่ได้รับจะเล็กหรือใหญ่ ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของคนไทยทั้งประเทศ โดยต้องการให้คนมีส่วนร่วมให้มากที่สุด มากกว่าจำนวนเงินที่ได้รับบริจาค ซึ่งตูนฝากผมให้ขอบคุณพวงมาลัยทุกคน ที่มีส่วนร่วมด้วยในกิจกรรมครั้งนี้

2.เพื่อเป็นการสร้างรอยยิ้ม อันเป็นลักษณะนิสัยประจำชาติของคนไทยให้กลับคืนมาสู่สังคมไทย เป็นสะพานเชื่อมสายใยแห่งความรัก ความสามัคคีของคนทั้งประเทศจากทั่วทั้งสารทิศ ใครจดจ่อในกิจกรรมเดียวกัน สังเกตได้จากการเกิดกิจกรรมต่อเนื่องในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศอีกด้วย นับว่าเป็นการคืนความสุขให้กับคนในชาติอย่างแท้จริง ทุกคนมีส่วนร่วมได้ทั้งหมด

3.เป็นกิจกรรมที่ได้มากกว่าเงินบริจาคก็คือ การปลุกให้คนไทยหันมาสนใจ หันมาออกกำลัง เพื่อจะรักษาสุขภาพ ซึ่งคงจะต้องเป็นประโยชน์อย่างมากต่อวงการสาธารณสุขของประเทศ ในมาตรการเชิงรุกคือ เน้นป้องกันมากกว่ารักษา ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก เพราะการวิ่งการออกกำลังกายนั้น ลงแต่แรงไม่ต้องลงทุน แต่จะได้สุขภาพกายที่แข็งแรง สุขภาพใจที่เข้มแข็ง เราหาซื้อไม่ได้ เราต้องทำเอง

ทั้งนี้ ผมได้สัมผัสศรัทธาอันแรงกล้าของตูน ในการปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็งลุล่วงโดยสวัสดิภาพตามที่ตน และทีมงานได้ตั้งใจเอาไว้ ไม่ใช่สิ่งง่ายๆ วิ่งในระยะทางไกลๆ มากขนาดนี้ ซึ่งคงจะเป็นพลังศรัทธาที่มีต่อประชาชน และชาติบ้านเมือง เป็นจุดหมายปลายทางเพราะประเทศชาติของเรานั้น ไม่อาจหยุดพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ สำหรับผู้ที่ต้องการมีส่วนร่วมในกิจกรรมจิตอาสา อาจไม่ถนัดในเรื่องการวิ่งเหมือนตูน แต่อาจสามารถจะแสวงหากิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสังคมในแนวอื่นๆ ได้อีกมากมาย ลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ของธนาคารจิตอาสา ปันเวลาแชร์ความสุข ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. รายละเอียดตามหน้าจอนะครับ

พี่น้องประชาชนที่รักครับ

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี หรือ โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ตามที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในการพระราชทานชื่อไว้ เมื่อปี 2559 ก็มีความหมายว่า อ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นโครงการแหล่งน้ำในพระราชดำริโครงการสุดท้ายของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งประชาชนรอคอยมานานกว่า 40 ปี เป็นโครงการซึ่งผ่านกระบวนการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูสภาพป่า และพัฒนาอาชีพให้แก่ราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการในอีก 3 ปีข้างหน้า

โครงการนี้สามารถกักเก็บน้ำ ได้ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยขยายพื้นที่ชลประทานในฤดูฝนได้มากกว่า 1 แสนไร่ และฤดูแล้ง 45,000 ไร่ ซึ่งนอกจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ฝนแล้งในพื้นที่แล้ว ยังจะช่วยรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม น้ำเน่าเสียในแม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำบางประกง ที่ได้สร้างความเสียหายให้กับพืชผลทางการเกษตร และระบบน้ำประปาในช่วงฤดูแล้งเป็นประจำทุกปีอยู่ทุกปีอีกด้วย และที่สำคัญอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นแนวกันชนป้องกันการบุกรุกทำลายป่าไม้ ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน และเขตอุทยานแห่งชาติปางสีดา ซึ่งเป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำที่จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้ได้อีกประการหนึ่ง รวมถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ จ.ปราจีนบุรีได้อีกด้วย

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งในโครงการพระราชดำริของพระองค์ท่าน ที่ต้องใช้เวลาก่อสร้างยาวนาน แต่ในที่สุดก็สำเร็จได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย ในการร่วมกันแสวงหาแนวทาง วิธีการบรรเทาความเดือดร้อนในท้องถิ่นของตน

อย่างไรก็ตาม เรายังมีโครงการชลประทานในโครงการพระราชดำริอีกหลาย โครงการ อาทิ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก ตามแนวพระราชดำริ ระหว่างเสด็จเปิดเขื่อนนเรศวร ในปี 2525 เพื่อช่วยป้องกันอุทกภัยในบริเวณลุ่มน้ำแควน้อยตอนล่าง และเป็นแหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูก แต่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ จนกระทั่งปี 2538 ที่ทรงมีพระราชดำรัสถึงอีกครั้ง ทำให้มีการศึกษาความเหมาะสม และศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโครงการ จนได้เริ่มสร้างเมื่อปี 2546 และแล้วเสร็จเมื่อปี 2554

อีกหนึ่งในโครงการพระราชดำริที่เพิ่งแล้วเสร็จ และเปิดใช้ ได้แก่ คลองภักดีรำไพ ที่เป็นคลองขุดสายหนึ่งใน จ.จันทบุรี เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยในชุมชนริมแม่น้ำจันทบุรี ที่มีลักษณะเป็นเมืองอกแตก ประกอบกับเป็นเมืองภาคตะวันออกที่ติดกับชายฝั่งทะเล มีฝนชุก ยามฤดูฝนก็จะเกิดอุทกภัย เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ มีปัญหาน้ำเซาะตลิ่ง และแม่น้ำเองก็มีความโค้งมาก ทำให้น้ำระบายได้ช้า คลองนี้ก็มีหน้าที่ระบายน้ำ จากแม่น้ำจันทบุรีลงสู่อ่าวไทย และถ้าหากเป็นหน้าแล้ง ประตูระบายน้ำก็จะช่วยกักเก็บน้ำไว้ไม่ให้ไหลลงสู่ทะเล หลังเสร็จสิ้นการก่อสร้างคลองดังกล่าว ตัวเมืองจันทบุรีก็ไม่ประสบปัญหาอุทกภัยอีกเลย อีกทั้งก็มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคในหน้าแล้งอย่างเพียงพอด้วย

การขุดคลองใช้เวลาดำเนินการ 6 ปี และมีการเวนคืนที่ดินจากพี่น้องประชาชน เพราะที่ดินส่วนใหญ่เป็นของเอกชน แต่ได้รับความร่วมมือร่วมใจ และการเสียสละของพี่น้องในพื้นที่ โครงการสำเร็จลุล่วง สร้างประโยชน์ในการประกอบอาชีพเพื่อดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชนได้อย่างมาก อันนี้อยากให้ทบทวนในบริเวณพื้นที่น้ำท่วม พื้นที่ฝนแล้งถ้าสร้างอะไรไม่ได้เลย ก็แก้ไขอะไรไม่ได้เหมือนเดิม อันนี้ก็อยากขอความร่วมมือจากภาคประชาชนด้วย ในการจัดทำโครงการของภาครัฐ

ในส่วนของรัฐบาล การที่ได้มีโอกาสลงพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกหลายครั้ง เพื่อรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน ก็มองเห็นความเป็นไปได้ในระะยาว ที่น่าจะมีคลองช่วยระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยโดยตรงอีกทางหนึ่ง เพื่อจะบรรเทาปริมาณน้ำที่จะต้องลงมาผ่านภาคกลาง ทำให้น้ำท่วมขังนาน อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว ซึ่งหากจะทำดำเนินการ ต้องมีการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการ ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด

ในส่วนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ รัฐบาลหวังจะเห็นการมีส่วนร่วม ในการพิจารณาหาความเหมาะสมด้วยเหตุด้วยผล ด้วยหารหา ช่วยกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้บรรเทาลง ลดลง หรือไม่ให้เกิดขึ้นอีกเลย ทั้งปัญหาเล็ก ปัญหากลาง ปัญหาใหญ่ เราเสียงบประมาณดูแลเยียวยา ช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก ใช้ทุกปี ต้องมีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้บ้าง เพื่อจะได้ร่วมกันสนับสนุนให้เกิดโครงการเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและประชาชนระยะยาวต่อไป

จากทุกตัวอย่างที่ผมหยิบยกมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าการพัฒนาประเทศในภาพรวม กับการแก้ไขปัญหาต่างๆในท้องถิ่น มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอยู่ แยกออกจากกันไม่ได้ ทั้งนี้ ยังมีโครงการอีกมากที่รอดำเนินการ ที่ต้องผ่านระบบ กระบวนการ และความร่วมมือ ความเห็นชอบจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นโครงการด้านชลประทาน ด้านพลังงาน ด้านเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นต้น

ที่สำคัญทุกโครงการย่อมมีปัจจัยเวลา เป็นข้อจำกัด และความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเดิมพันอยู่เสมอ หากชักช้าก็จะเป็นปัญหาใหญ่ หรือเป็นปัญหาที่ซ้ำซากในอนาคต เราจำเป็นที่จะต้องแสวงหาความร่วมมือ และหาจุดลงตัวให้ได้โดยเร็ว โดยการหันหน้าเข้าหากัน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และเปิดใจ ยอมรับเหตุผลซึ่งกันและกันบ้าง เสียสละเพื่อส่วนรวม ประเทศชาติจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้

พี่น้องประชาชนทุกท่าน

ขณะนี้กระแสโลกาภิวัฒน์ โลกดิจิตัล ได้ก้าวไกลไปอย่างรวดเร็ว การค้าเสรีอาจจะทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำมากขึ้น ทั้งภาคการผลิต และการส่งออก ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน โดยต้องช่วยกันเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อจะรองรับความเสี่ยงอย่างมีสติ และใช้ปัญญาในการบริหารจัดการ ตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทาง

รัฐบาล และ คสช. เข้าใจดี ถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ที่เหมาะสม ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องไปจำกัดการประกอบการธุรกิจที่มีอยู่แล้วในระบบ แต่ต้องหาทางทำให้เกิดเครือข่าย การสร้างความเชื่อมโยง ตั้งแต่ระดับบนลงมาระดับล่างให้ได้ ในลักษณะที่เป็นกลุ่มกิจกรรม ที่ยึดโยงมาจากกลุ่มสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชนที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราต้องสร้างความเข้มแข็ง จากภายในให้ได้ ในทุกภาคการผลิต ที่เป็นไมโครเอสเอ็มอีด้วย ให้สามารถเข้าถึงทั้งแหล่งเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่

ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลนี้กำลังเร่งดำเนินการอยู่ในทุกๆเรื่อง แต่อาจจะต้องล่าช้าอยู่บ้าง เนื่องจากที่ผ่านมา เราไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างความเข้มแข็ง สร้างความเชื่อมโยง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ให้กับภาคประชาชนเท่าที่ควร

ดังนั้น วันนี้เราจำเป็นจะต้องเริ่มกันใหม่ สร้างความแข้มแข็งให้ภาคการผลิตของประเทศ ทั้งภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ที่เป็นเอสเอ็มอี ไมโครเอสเอ็มอี สมาร์ทฟาร์มเมอร์เหล่านี้ให้ได้ กำหนดสัดส่วนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการอย่างสมดุล ไม่มากมายจนเกินพอ หากเราแก้ปัญหาแบบเดิมๆ รอการชดเชย รอการเยียวยา หรือการตั้งราคาให้สูงกว่าท้องตลาดเช่นเดิม เราก็จะไม่มีทางในการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ความเข้าใจจากประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ โดยต้องพึงระลึกอยู่ว่า เราจะต้องมีการพัฒนาตนเอง พัฒนา เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปด้วย

กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่ารัฐบาลนี้ไม่ดูแล ละเลยคนจน เอื้อประโยชน์คนรวยนั้น มันก็คงเป็นวาทกรรมที่ใช้มาทุกยุคทุกสมัย ที่พอจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีการพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ก็ทำไม่ค่อยได้ ก็มีการทักท้วง มีการบิดเบือนมากมาย อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทั้งระบบนั้น ทุกคนคงเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก ยิ่งหากเราไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ร่วมมือกัน มีการแอบอ้างความต้องการของประชาชนในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพื่อผลทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา มันไม่มีวันสำเร็จหรอก

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและ คสช.ก็จะพยายามทำในเรื่องนี้ให้ดีที่สุดด้วยความอดทน เพื่อการปฏิรูปประเทศในปัจจุบัน และส่งต่อระยะต่อไป ถ้าหากว่ารัฐบาลและ คสช.ทำ แล้วมีผู้บิดเบือนอยู่เรื่อยไป ก็ทำให้ทุกอย่างมันเป๋ไปเป๋มา มันก็จะพันธนาการ ฉุดรั้งความก้าวหน้าของบ้านเมือง สิ่งต่างๆ ที่ดีๆ ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน สังเกตได้จากคำกล่าวอ้างต่างๆ มักจะพูดถึงผลประโยชน์ สิ่งตอบแทน ให้กับประชาชน ติติงโดยเจตนาไม่บริสุทธิ์ ที่บริสุทธิ์ก็มีเยอะนะ แต่ส่วนใหญ่ที่ไม่บริสุทธิ์จะไม่คำนึงถึงหลักการและเหตุผล ไม่คำนึงถึงกฎหมาย ระเบียบแบบแผนใดๆ บางครั้งก็จะพูดแนะนำแต่สิ่งที่รัฐบาลได้ทำไปแล้ว ทำอยู่แล้ว แล้วตนเองก็ไม่เคยคิด ไม่เคยทำมาก่อน เพราะฉะนั้นรัฐบาลและ คสช.ไม่อาจจะไปบังคับให้ทุกคนเห็นตรงกันได้ แต่เราต้องใช้สติปัญญา ใช้ความรักความสามัคคีในการจะร่วมมือกันแก้ปัญหา เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งจากภายใน สำหรับรับมือจากความท้าทายที่จะเกิดขึ้นจากภายนอกให้ได้ทันเวลา

สุดท้ายนี้ ผมก็มีเรื่องที่เป็นห่วงพี่น้องประชาชนเช่นเดิม ในวันนี้ 2 เรื่อง เนื่องจากใกล้วันปีใหม่ด้วย และวันนักขัตฤกษ์ปีหน้าก็จะมีถึงอีก ก็คือเรื่องอุบัติเหตุ เรื่องแรก เกิดจากการใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถิติการเสียชีวิตบนท้องถนนของคนไทย สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนจะต้องตระหนัก และช่วยกันลดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสียให้ได้ ด้วยการเคารพกฎจราจร มีน้ำใจให้เพื่อนร่วมทาง และที่สำคัญก็คือ เมาไม่ขับ รัฐและเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจะแก้ไขได้ 100 เปอร์เซ็นต์ หลายคนก็โทษกลับมาที่รัฐบาล เจ้าหน้าที่เขาก็ทำงานกันเต็มที่ ทุกอย่างอยู่ที่ตัวบุคคล ถ้าทุกคนไม่เพิ่มความระมัดระวังและตกอยู่ในความประมาท ไม่ว่าจะเรื่องของการดื่มสุราก่อนขับรถ หรือรู้ว่าต้องขับรถแล้วยังจะดื่มสุรามาก่อน หรือการใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ทุกอย่างเราต้องช่วยกัน ร่วมมือกัน เพราะอุบัติเหตุไม่เพียงแต่ทำร้ายตัวท่านเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น รวมทั้งครอบครัวอีกด้วย ขอให้คำนึงถึงตัวเอง รักตัวเอง รักครอบครัว แล้วก็รักคนอื่นเขาด้วย เพราะมันมีคนบาดเจ็บ สูญเสีย จากการกระทำของท่านมากมาย

เรื่องที่ 2 ผมเป็นกังวลกับเรื่องการหลอกลวงของมิจฉาชีพ หลายๆ ลักษณะ วันนี้ก็มาในเรื่องของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน ที่ผ่านมาก็มีอยู่ วันนี้ก็มากขึ้น เรื่องการหลอกลวงต่างๆ การลงทุนอะไรต่างๆ มันไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็อยากให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เราต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี ทันกลการลวง ให้ใช้สติ วิเคราะห์ด้วยเหตุด้วยผล บางครั้งความอยากได้ ความโลภ ก็เป็นจุดอ่อน ทำให้เราต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก แล้วบางครั้งก็เป็นเงินก้อนสุดท้ายด้วยในชีวิตของตัวเองที่เสียหายจากการถูกหลอกลวงในครั้งนี้ สิ่งแรกก็คือ ท่านต้องเข้มแข็งเสียก่อน ท่านต้องคิดว่าเหตุผลมันคืออะไร ทำไมถึงได้เงินมากขนาดนั้น เป็นไปได้หรือไม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่มาหลอกว่าท่านทำผิดโน่นผิดนี่ แล้วจะแก้ไขหรือรื้อทางคดีให้ ก็ในเมื่อท่านรู้ว่าท่านไม่ได้ทำความผิด แล้วท่านจะไปให้เขาทำไม ถ้ามีความผิดก็โอเคล่ะ มันก็ต้องไปให้เขาช่วย แต่ผมว่าไม่มีใครช่วยได้ในสมัยนี้ ก็ขอให้ตรวจสอบให้แน่ชัด หรือสอบถามโดยตรง จากสายด่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ 1567 ศูนย์ดำรงธรรม อีกครั้งก็ได้ 

ขอแสดงความยินดีกับสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย และนักกีฬายกน้ำหนักทั้ง 17 คน ชาย 8 คน หญิง 9 คน ที่สามารถสร้างชื่อเสียงจากการแข่งขันยกน้ำหนักชิงชนะเลิศแห่งโลก ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา ณ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้นำความสุขมาฝากคนไทยทั้งประเทศ โดยสามารถพิชิตรางวัลรวมทั้งสิ้น 15 เหรียญ ได้แก่ 5 เหรียญทอง 7 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง ขณะที่นักกีฬายกน้ำหนักหญิงของไทยทำผลงานเป็นอันดับ 1 ของตารางเหรียญรวม คว้ารางวัลชนะเลิศคะแนนรวมทีมหญิงอีกด้วย โดยเฉพาะน้องแนน โสภิตา ธนสาร เจ้าของ 3 เหรียญทอง รุ่น 53 กิโลกรัมหญิง ขอเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาทุกคน ใครที่ยังไม่ประสบความสำเร็จก็ขอให้พยายามต่อไป อย่าละความเพียร ส่วนใครที่ทำดีแล้ว ก็ขอให้รักษามาตรฐานและพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป

ขอขอบคุณนะครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สวัสดีครับ

 

ชมรายการย้อนหลังผ่านยูทูป ช่องวีดีโอ chorsaard

 

 

Powered by MakeWebEasy.com