Last updated: 27 ก.พ. 2569 | 2247 จำนวนผู้เข้าชม |
“รัฐที่อำนวยความสะดวก” บทเรียนจากเยอรมนีสู่การยกระดับบริการภาครัฐไทย
"กรณีเดินทางศึกษาดูงานการพัฒนางานบริการภาครัฐเพื่อภาคธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาลและการต่อต้านการทุจริต : บทเรียนจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย"
โดย สุทนต์ กล้าการขาย
กรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา
ในโลกเศรษฐกิจยุคดิจิทัล “ความเร็ว” และ “ความโปร่งใส” คือทุนทางการแข่งขันที่สำคัญไม่แพ้โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ประเทศที่สามารถออกแบบระบบบริการภาครัฐให้เอื้อต่อภาคธุรกิจโดยไม่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต ย่อมได้เปรียบทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น
การศึกษาดูงาน ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยเฉพาะที่เมืองมิวนิก ทำให้เห็นภาพชัดเจนของแนวคิด “รัฐอำนวยความสะดวก” (Facilitating State) ที่ไม่ได้หมายถึงรัฐที่ผ่อนปรนกฎเกณฑ์ แต่คือรัฐที่จัดการกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน โปร่งใส และคาดการณ์ได้

| บริการที่ดี คือเครื่องมือปราบคอร์รัปชัน
หัวใจสำคัญของระบบเยอรมันอยู่ที่การทำให้กระบวนการอนุญาต “ชัดเจนตั้งแต่ต้นทาง”
• ขั้นตอนถูกกำหนดเป็นมาตรฐานเดียว
• มีกรอบเวลาที่แน่นอน
• ค่าธรรมเนียมเปิดเผยต่อสาธารณะ
• ติดตามสถานะได้ทางออนไลน์
เมื่อกระบวนการมีมาตรฐาน ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ลดลง ช่องว่างการเรียกรับผลประโยชน์ก็ลดลงตามไปด้วย นี่คือการต่อต้านการทุจริตเชิงระบบ (Systemic Anti-Corruption) ที่เน้น “การออกแบบกระบวนการ” มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ระบบ One-Stop Service ของมิวนิกไม่ได้เป็นเพียงศูนย์บริการ แต่เป็นกลไกประสานงานเชิงรุก มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเป็นรายกรณี (Case Officer) ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องวิ่งติดต่อหลายหน่วยงาน ลดต้นทุนเวลาและลดความเสี่ยงต่อความไม่โปร่งใส

| ธรรมาภิบาลไม่ใช่คำสวยหรู
ธรรมาภิบาล (Good Governance) ในบริบทนี้ไม่ได้เป็นเพียงหลักการเชิงนามธรรม แต่ปรากฏเป็นระบบที่จับต้องได้ ได้แก่
1. ความโปร่งใส – เปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอน
2. ความรับผิดรับชอบ – มีระบบตรวจสอบและช่องทางร้องเรียน
3. หลักนิติธรรม – กฎเกณฑ์ใช้บังคับอย่างเสมอภาค
4. ประสิทธิภาพ – ลดความซ้ำซ้อนและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
ที่สำคัญคือ การใช้ระบบ e-Government อย่างจริงจัง ทำให้การติดต่อแบบเผชิญหน้า (Face-to-Face Contact) ลดลง ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงของการทุจริตในหลายประเทศ

| บทเรียนสำหรับประเทศไทย
ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์และมีกฎหมายอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการแล้ว แต่ยังมีความท้าทายเรื่องความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน และความไม่สอดคล้องของข้อมูล
บทเรียนจากเยอรมนีชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาระบบบริการภาครัฐเพื่อภาคธุรกิจควรดำเนินการใน 5 มิติสำคัญ
1. จัดตั้งศูนย์บริการธุรกิจแบบเบ็ดเสร็จระดับจังหวัด
2. กำหนด Service Level Agreement (SLA) ทางกฎหมาย พร้อมบทกำกับหากหน่วยงานไม่ปฏิบัติตาม
3. ขยายระบบ e-Licensing แบบบูรณาการข้อมูลกลาง
4. เปิดเผยข้อมูลการอนุญาตในรูปแบบ Open Data
5. ประเมินความเสี่ยงการทุจริตในทุกขั้นตอนของกระบวนการอนุญาต
การปฏิรูปเช่นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการเพิ่มความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ แต่คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกันเชิงโครงสร้าง” ต่อการทุจริต

| รัฐที่โปร่งใส คือรัฐที่แข่งขันได้
ในท้ายที่สุด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ได้วัดเพียงตัวเลข GDP แต่สะท้อนผ่านความเชื่อมั่นในระบบราชการ ประเทศที่นักลงทุนมั่นใจว่า กฎชัดเจน ขั้นตอนโปร่งใส และไม่มีต้นทุนแฝงจากการทุจริต ย่อมดึงดูดการลงทุนได้ยั่งยืนกว่า
การพัฒนางานบริการภาครัฐเพื่อภาคธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นยุทธศาสตร์จำเป็นของประเทศไทย หากเราต้องการยกระดับสู่เศรษฐกิจที่โปร่งใส แข่งขันได้ และเป็นธรรม
บทเรียนจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีทำให้เห็นว่า “การออกแบบระบบที่ดี” คือเครื่องมือปราบคอร์รัปชันที่ทรงพลังที่สุด และเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว.
19 ก.ย. 2568